
10 อันดับ “ค่ายาพุ่ง!” ยาเบิกจ่ายสูงสุด ปีงบประมาณ 2568
- #ค่ายาสูงสุด
- #งบประมาณยา
- #เบิกจ่ายค่ายา
- #สวัสดิการรักษาพยาบาล
- #กรมบัญชีกลาง

ใครบอกว่าระบบสาธารณสุขมีแต่เรื่อง "ผลาญงบประมาณ"? เตรียมลบภาพจำเดิมๆ ทิ้งไปได้เลย เพราะก้าวต่อไปของประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนระบบสุขภาพให้กลายเป็น "เครื่องยนต์ปั๊มเงิน" เข้าประเทศ!
เมื่อบอร์ด กรอ. (คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ) ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ใหม่ ดันไทยก้าวขึ้นเป็น Medical Investment Hub (ศูนย์กลางการลงทุนทางการแพทย์) อย่างเต็มตัว โดยตั้งเป้าหมายใหญ่ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่กว่า 68,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยดันจีดีพี (GDP) ของประเทศให้โตขึ้นอีก 0.5% หรือคิดเป็นมูลค่าทะลุ 1 แสนล้านบาท พร้อมตั้งเป้าดันขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้พุ่งทะยานสู่ท็อป 20 ของโลกให้ได้
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจว่า ไทยจะเลิกเป็นแค่ผู้จ่ายเงินซื้อยาหรือเทคโนโลยีจากต่างชาติเพียงฝ่ายเดียว แต่จะเปลี่ยนมาหาเงินเข้าประเทศเพื่อเอามาหล่อเลี้ยงระบบสาธารณสุขในบ้านเราแทน พูดง่ายๆ คือทำให้เงินทุกบาทที่จ่ายออกไป วนกลับเข้ากระเป๋าคนไทยให้ได้มากที่สุด
การจะไปถึงระดับโลกได้ ไทยไม่ได้มองแค่การเปิดรับคนไข้ต่างชาติมารักษาตัว แต่กางแผนบุกตลาดแบบครบวงจรผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Service Hub) - ดันรายได้ 25,000 ล้านบาทเตรียมตั้ง "ทูตสาธารณสุข" (Health Attache) ไปบุกเบิกตลาดและหาลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีกำลังจ่ายสูงจากต่างประเทศ (เช่น ภูฏาน, มัลดีฟส์, บังกลาเทศ) ให้บินมารักษาที่ไทย นอกจากนี้ยังเตรียมยกระดับโรงพยาบาลรัฐให้มี "พรีเมียมคลินิก" เพื่อเจาะกลุ่มคนไข้กระเป๋าหนัก ดึงเม็ดเงินเข้าสู่โรงพยาบาลรัฐโดยตรง พร้อมปรับแก้ "เมดิคัล วีซ่า" (Medical Visa) ให้ยืดหยุ่นตามระยะเวลาการรักษาของแต่ละโรค เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติแบบขั้นสุด
ศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (R&D Hub) - ดันรายได้ 5,000 ล้านบาท ปลดล็อกกฎหมายที่ยุ่งยากด้วย Regulatory Sandbox และระบบอนุมัติแบบ One-Stop Approval เพื่อดึงดูดบริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกให้เข้ามาตั้งฐานวิจัยทางคลินิก (Clinical Trials) ในไทย
ศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรม (Manufacturing Hub) - ดันรายได้ 37,000 ล้านบาท ลดการพึ่งพาการนำเข้ายา ด้วยการทำ MOU กับบริษัทยาและเครื่องมือแพทย์ต่างชาติ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงมาให้คนไทย และดันให้เกิดการผลิตสารตั้งต้นยา (API) หรือยาชีววัตถุภายในประเทศ
ประเด็นนี้ถือเป็นคำถามยอดฮิตในวงการธุรกิจสุขภาพ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมายืนยันชัดเจนว่า "ไม่มีการแย่งตลาดกันแน่นอน"
หากกางตัวเลขดูจะพบว่า มูลค่าการใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยทั้งหมดสูงถึง 8 แสนล้านบาท (ราว 4.59% ของ GDP) ในขณะที่งบของกระทรวงสาธารณสุขรวมกันอยู่ที่ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท และรายได้ของกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์รวมกันอยู่ที่เกือบ 3 แสนล้านบาท
แปลว่ายังมี "ช่องว่างทางการตลาด" อีกมหาศาลที่รอให้เข้าไปเจาะ หากรัฐและเอกชนวางตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) ที่แตกต่างกัน รัฐอาจเน้นดึงดูดชาวต่างชาติกลุ่มใหม่ผ่านการร่วมมือระดับรัฐบาล (G2G) ในขณะที่เอกชนก็ยังมีฐานลูกค้าเวลเนสและ Medical Tourism ระดับไฮเอนด์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว
ไฮไลต์สำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือการใช้ไม้ตายที่เรียกว่า "Offset Policy" หรือนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ
อธิบายง่ายๆ คือ ต่อจากนี้ไป ถ้ารัฐบาลไทยจะทุ่มงบซื้อยาหรือเครื่องมือแพทย์ลอตใหญ่จากบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติ บริษัทเหล่านั้นจะไม่ได้เป็นแค่ "ผู้ขาย" รับเงินแล้วจบไป แต่ต้องเปลี่ยนสถานะมาเป็น "พันธมิตร (Partner)" โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐอาจจะเจรจาขอซื้อในราคาที่ถูกลง แลกกับการช่วยฟาสต์แทร็ก (Fast Track) การขึ้นทะเบียนให้เร็วขึ้น แต่บริษัทต่างชาติ ต้องนำเงินกลับมาลงทุนในไทย เช่น มาตั้งศูนย์วิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือจ้างงานคนไทย ภายในเวลาที่กำหนด (6 เดือน - 2 ปี)
ตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขได้เดินสายคุยกับ 10 บริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกแล้ว เช่น AstraZeneca, Novartis, Pfizer, Roche และ Takeda
ไฮไลต์สำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือการใช้ไม้ตายที่เรียกว่า "Offset Policy" หรือนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ
อธิบายง่ายๆ คือ ต่อจากนี้ไป ถ้ารัฐบาลไทยจะทุ่มงบซื้อยาหรือเครื่องมือแพทย์ลอตใหญ่จากบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติ บริษัทเหล่านั้นจะไม่ได้เป็นแค่ "ผู้ขาย" รับเงินแล้วจบไป แต่ต้องเปลี่ยนสถานะมาเป็น "พันธมิตร (Partner)" โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐอาจจะเจรจาขอซื้อในราคาที่ถูกลง แลกกับการช่วยฟาสต์แทร็ก (Fast Track) การขึ้นทะเบียนให้เร็วขึ้น แต่บริษัทต่างชาติ ต้องนำเงินกลับมาลงทุนในไทย เช่น มาตั้งศูนย์วิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือจ้างงานคนไทย ภายในเวลาที่กำหนด (6 เดือน - 2 ปี)
ตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขได้เดินสายคุยกับ 10 บริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกแล้ว เช่น AstraZeneca, Novartis, Pfizer, Roche และ Takeda
และผลจากการเดินหน้ากลยุทธ์นี้ก็เห็นผลเป็นรูปธรรมทันที (Quick Win) โดยในวันที่ 9 กันยายน 2569 นี้เอง กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมลงนาม MOU ดีลประวัติศาสตร์แรกกับบริษัท MSD (ประเทศไทย)
การจับมือครั้งนี้ MSD เตรียมควักกระเป๋าลงทุนขยายโครงการวิจัยทางคลินิกในไทยสำหรับการวิจัยยาตัวใหม่ ซึ่งใช้งบสูงถึง 2,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงได้ถึง 1,000 ตำแหน่ง
ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ MSD สนใจที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมมือกับ "องค์การเภสัชกรรม (อภ.)" ของไทย ในการผลิตสารตั้งต้นยา (API) สำหรับยารักษา HIV ตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งดีลนี้จะพลิกโฉมวงการแพทย์ไทย เพราะจะทำให้ ไทยกลายเป็นเพียง 1 ใน 2 ประเทศของโลก (ร่วมกับบราซิล) ที่ได้รับสิทธิ์ในการผลิตยานี้
การปิดดีลแรกกับ MSD ได้สำเร็จ ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนดังๆ ไปยังเวทีโลกว่า "ไทยเอาจริง" และพร้อมเปิดประตูต้อนรับนักลงทุนด้านสุขภาพระดับโลก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างเม็ดเงินมหาศาล แต่ยังหมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับคนในแวดวงสุขภาพของไทยไปอีกขั้นอย่างแน่นอน



