← กลับ CEE INFOGRAPHICS
Med

ไทยปักธง ‘Medical Hub’ ดึงเม็ดเงิน 6.8 หมื่นล้าน ประเดิมบิ๊กดีลแรก ‘MSD’

ไทยปักธง ‘Medical Hub’ ดึงเม็ดเงิน 6.8 หมื่นล้าน ประเดิมบิ๊กดีลแรก ‘MSD’

ไทยปักธง ‘Medical Hub’ ดึงเม็ดเงิน 6.8 หมื่นล้าน ประเดิมบิ๊กดีลแรก ‘MSD’

ใครบอกว่าระบบสาธารณสุขมีแต่เรื่อง "ผลาญงบประมาณ"? เตรียมลบภาพจำเดิมๆ ทิ้งไปได้เลย เพราะก้าวต่อไปของประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนระบบสุขภาพให้กลายเป็น "เครื่องยนต์ปั๊มเงิน" เข้าประเทศ!

เมื่อบอร์ด กรอ. (คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ) ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ใหม่ ดันไทยก้าวขึ้นเป็น Medical Investment Hub (ศูนย์กลางการลงทุนทางการแพทย์) อย่างเต็มตัว โดยตั้งเป้าหมายใหญ่ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่กว่า 68,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยดันจีดีพี (GDP) ของประเทศให้โตขึ้นอีก 0.5% หรือคิดเป็นมูลค่าทะลุ 1 แสนล้านบาท พร้อมตั้งเป้าดันขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้พุ่งทะยานสู่ท็อป 20 ของโลกให้ได้

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจว่า ไทยจะเลิกเป็นแค่ผู้จ่ายเงินซื้อยาหรือเทคโนโลยีจากต่างชาติเพียงฝ่ายเดียว แต่จะเปลี่ยนมาหาเงินเข้าประเทศเพื่อเอามาหล่อเลี้ยงระบบสาธารณสุขในบ้านเราแทน พูดง่ายๆ คือทำให้เงินทุกบาทที่จ่ายออกไป วนกลับเข้ากระเป๋าคนไทยให้ได้มากที่สุด

3 เสาหลัก ดูดเม็ดเงินเปลี่ยนไทยสู่ Medical Hub

การจะไปถึงระดับโลกได้ ไทยไม่ได้มองแค่การเปิดรับคนไข้ต่างชาติมารักษาตัว แต่กางแผนบุกตลาดแบบครบวงจรผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

  1. ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Service Hub) - ดันรายได้ 25,000 ล้านบาทเตรียมตั้ง "ทูตสาธารณสุข" (Health Attache) ไปบุกเบิกตลาดและหาลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีกำลังจ่ายสูงจากต่างประเทศ (เช่น ภูฏาน, มัลดีฟส์, บังกลาเทศ) ให้บินมารักษาที่ไทย นอกจากนี้ยังเตรียมยกระดับโรงพยาบาลรัฐให้มี "พรีเมียมคลินิก" เพื่อเจาะกลุ่มคนไข้กระเป๋าหนัก ดึงเม็ดเงินเข้าสู่โรงพยาบาลรัฐโดยตรง พร้อมปรับแก้ "เมดิคัล วีซ่า" (Medical Visa) ให้ยืดหยุ่นตามระยะเวลาการรักษาของแต่ละโรค เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติแบบขั้นสุด

  2. ศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (R&D Hub) - ดันรายได้ 5,000 ล้านบาท ปลดล็อกกฎหมายที่ยุ่งยากด้วย Regulatory Sandbox และระบบอนุมัติแบบ One-Stop Approval เพื่อดึงดูดบริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกให้เข้ามาตั้งฐานวิจัยทางคลินิก (Clinical Trials) ในไทย

  3. ศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรม (Manufacturing Hub) - ดันรายได้ 37,000 ล้านบาท ลดการพึ่งพาการนำเข้ายา ด้วยการทำ MOU กับบริษัทยาและเครื่องมือแพทย์ต่างชาติ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงมาให้คนไทย และดันให้เกิดการผลิตสารตั้งต้นยา (API) หรือยาชีววัตถุภายในประเทศ

รัฐทำคลินิกพรีเมียม จะกลายเป็นการแย่งลูกค้า "โรงพยาบาลเอกชน" หรือเปล่า?

ประเด็นนี้ถือเป็นคำถามยอดฮิตในวงการธุรกิจสุขภาพ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมายืนยันชัดเจนว่า "ไม่มีการแย่งตลาดกันแน่นอน"

หากกางตัวเลขดูจะพบว่า มูลค่าการใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยทั้งหมดสูงถึง 8 แสนล้านบาท (ราว 4.59% ของ GDP) ในขณะที่งบของกระทรวงสาธารณสุขรวมกันอยู่ที่ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท และรายได้ของกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์รวมกันอยู่ที่เกือบ 3 แสนล้านบาท

แปลว่ายังมี "ช่องว่างทางการตลาด" อีกมหาศาลที่รอให้เข้าไปเจาะ หากรัฐและเอกชนวางตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) ที่แตกต่างกัน รัฐอาจเน้นดึงดูดชาวต่างชาติกลุ่มใหม่ผ่านการร่วมมือระดับรัฐบาล (G2G) ในขณะที่เอกชนก็ยังมีฐานลูกค้าเวลเนสและ Medical Tourism ระดับไฮเอนด์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว

งัดกลยุทธ์ "Offset Policy" ซื้อของต้องแถมการลงทุน

ไฮไลต์สำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือการใช้ไม้ตายที่เรียกว่า "Offset Policy" หรือนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ

อธิบายง่ายๆ คือ ต่อจากนี้ไป ถ้ารัฐบาลไทยจะทุ่มงบซื้อยาหรือเครื่องมือแพทย์ลอตใหญ่จากบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติ บริษัทเหล่านั้นจะไม่ได้เป็นแค่ "ผู้ขาย" รับเงินแล้วจบไป แต่ต้องเปลี่ยนสถานะมาเป็น "พันธมิตร (Partner)" โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐอาจจะเจรจาขอซื้อในราคาที่ถูกลง แลกกับการช่วยฟาสต์แทร็ก (Fast Track) การขึ้นทะเบียนให้เร็วขึ้น แต่บริษัทต่างชาติ ต้องนำเงินกลับมาลงทุนในไทย เช่น มาตั้งศูนย์วิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือจ้างงานคนไทย ภายในเวลาที่กำหนด (6 เดือน - 2 ปี)

ตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขได้เดินสายคุยกับ 10 บริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกแล้ว เช่น AstraZeneca, Novartis, Pfizer, Roche และ Takeda

งัดกลยุทธ์ "Offset Policy" ซื้อของต้องแถมการลงทุน

ไฮไลต์สำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือการใช้ไม้ตายที่เรียกว่า "Offset Policy" หรือนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ

อธิบายง่ายๆ คือ ต่อจากนี้ไป ถ้ารัฐบาลไทยจะทุ่มงบซื้อยาหรือเครื่องมือแพทย์ลอตใหญ่จากบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติ บริษัทเหล่านั้นจะไม่ได้เป็นแค่ "ผู้ขาย" รับเงินแล้วจบไป แต่ต้องเปลี่ยนสถานะมาเป็น "พันธมิตร (Partner)" โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐอาจจะเจรจาขอซื้อในราคาที่ถูกลง แลกกับการช่วยฟาสต์แทร็ก (Fast Track) การขึ้นทะเบียนให้เร็วขึ้น แต่บริษัทต่างชาติ ต้องนำเงินกลับมาลงทุนในไทย เช่น มาตั้งศูนย์วิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือจ้างงานคนไทย ภายในเวลาที่กำหนด (6 เดือน - 2 ปี)

ตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขได้เดินสายคุยกับ 10 บริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกแล้ว เช่น AstraZeneca, Novartis, Pfizer, Roche และ Takeda

ประเดิมค่ายแรก "MSD" จับมือไทยผลิตยา HIV ระดับโลก

และผลจากการเดินหน้ากลยุทธ์นี้ก็เห็นผลเป็นรูปธรรมทันที (Quick Win) โดยในวันที่ 9 กันยายน 2569 นี้เอง กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมลงนาม MOU ดีลประวัติศาสตร์แรกกับบริษัท MSD (ประเทศไทย)

การจับมือครั้งนี้ MSD เตรียมควักกระเป๋าลงทุนขยายโครงการวิจัยทางคลินิกในไทยสำหรับการวิจัยยาตัวใหม่ ซึ่งใช้งบสูงถึง 2,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงได้ถึง 1,000 ตำแหน่ง

ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ MSD สนใจที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมมือกับ "องค์การเภสัชกรรม (อภ.)" ของไทย ในการผลิตสารตั้งต้นยา (API) สำหรับยารักษา HIV ตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งดีลนี้จะพลิกโฉมวงการแพทย์ไทย เพราะจะทำให้ ไทยกลายเป็นเพียง 1 ใน 2 ประเทศของโลก (ร่วมกับบราซิล) ที่ได้รับสิทธิ์ในการผลิตยานี้

การปิดดีลแรกกับ MSD ได้สำเร็จ ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนดังๆ ไปยังเวทีโลกว่า "ไทยเอาจริง" และพร้อมเปิดประตูต้อนรับนักลงทุนด้านสุขภาพระดับโลก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างเม็ดเงินมหาศาล แต่ยังหมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับคนในแวดวงสุขภาพของไทยไปอีกขั้นอย่างแน่นอน


แชร์:

Infographic อื่น ๆ