เจาะลึกนวัตกรรม "แว่นตา AR ผสาน AI" ฟื้นฟูการทรงตัว ป้องกันวัยเก๋าหกล้ม
Tech

เจาะลึกนวัตกรรม "แว่นตา AR ผสาน AI" ฟื้นฟูการทรงตัว ป้องกันวัยเก๋าหกล้ม

เจาะลึกนวัตกรรม "แว่นตา AR ผสาน AI" ฟื้นฟูการทรงตัว ป้องกันวัยเก๋าหกล้ม

4 การเข้าชม
ฟังบทความ
0:00
7:54

เจาะลึกนวัตกรรม "แว่นตา AR ผสาน AI" ฟื้นฟูการทรงตัว ป้องกันวัยเก๋าหกล้ม

เวลาที่ผู้สูงวัยลุกขึ้นยืนเร็วๆ หรือก้มเก็บของ แล้วบ่นว่า "หน้ามืด เวียนหัว บ้านหมุน" คนส่วนใหญ่มักจะด่วนสรุปไปว่า เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือภาวะความดันโลหิตต่ำ แต่ในมิติทางการแพทย์ อาการเดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ ถือเป็นกลไกที่ซับซ้อนของระบบประสาทและ "หูชั้นใน" ที่ต้องการการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ เพราะนี่คือเพชฌฆาตเงียบที่นำไปสู่ "การพลัดตกหกล้ม"

สถิติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุชัดเจนว่า

ปัญหาการทรงตัวและเดินเซ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีผู้เสียชีวิตราว 684,000 คนต่อปี

และตัวเลขส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ในยุคที่ประชากรโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ การหกล้มเพียงครั้งเดียวอาจลุกลามกลายเป็นภาวะติดเตียงที่กระทบทั้งร่างกาย จิตใจ และเศรษฐกิจของครอบครัว

ก้าวข้ามขีดจำกัดการแพทย์: โครงการ TeleRehaB DSS

เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมมือกับเครือข่ายสหภาพยุโรป แถลงความสำเร็จของงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรม "แว่นตา AR ผสานปัญญาประดิษฐ์ (AI)" เพื่อฟื้นฟูการทรงตัวของผู้ป่วยที่เสี่ยงพลัดตกหกล้ม ภายใต้โครงการระดับโลกที่ชื่อว่า TeleRehaB DSS (TeleRehabilitation of Balance Clinical and Economic Decision Support System)

ความน่าสนใจคือ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ถือเป็น 1 ใน 5 ศูนย์ทดสอบทางคลินิกของโครงการนี้ และ ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวนอกยุโรปที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วม เคียงบ่าเคียงไหล่กับสถาบันชั้นนำอย่าง University College London (สหราชอาณาจักร), National and Kapodistrian University of Athens (กรีซ), University Medical Centre Freiburg (เยอรมนี) และ Madeira Health Service/IDEA (โปรตุเกส)

โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก Horizon Europe - Health ของสหภาพยุโรป มูลค่ารวมกว่า 5.06 ล้านยูโร (ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2565 ถึง 31 ส.ค. 2569) ซึ่งเป็นการต่อยอดจากเทคโนโลยี HOLOBALANCE เดิม สู่การสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ผสาน AI, Augmented Reality (AR), Wearable Devices และ IoT เข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับการฟื้นฟูและติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล

(ข้อมูลภาพ: กรุงเทพธุรกิจ)

ถอดรหัส 5 เทคโนโลยีเบื้องหลังคลินิกเสมือนจริง

เบื้องหลังการทำงานของ TeleRehaB DSS ไม่ใช่แค่แว่นตาวิดีโอเกมทั่วไป แต่เป็นการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยี 5 ชั้น เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ที่บ้าน ในขณะที่ข้อมูลสุขภาพจะถูกส่งตรงถึงมือแพทย์แบบเรียลไทม์

  1. กล้องวัดความลึก (Depth Camera): ทำหน้าที่ติดตามการเคลื่อนไหวของร่างกายแบบ 3 มิติ โดยใช้หลักการปล่อยและรับแสงอินฟราเรด เพื่อคำนวณระยะและท่าทางของผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ

  2. เซนเซอร์ IMU (Inertial Measurement Unit): อุปกรณ์สวมใส่ที่วัดความเร่งและอัตราการหมุนในแต่ละแกน ทำหน้าที่เสมือน "หูชั้นในเทียม" ที่คอยบอกว่าศีรษะและลำตัวกำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางใด

  3. แว่น AR (Head-Mounted Display): ฉายภาพโลกเสมือนจริงซ้อนทับบนโลกจริง ผู้ป่วยจะเห็น "ผู้ฝึกสอนเสมือนจริง" มาทำให้ดูเป็นตัวอย่างตรงหน้า พร้อมให้คำแนะนำขณะออกกำลังกายฟื้นฟู

  4. อุปกรณ์ติดตามสรีรวิทยา (Smart Wearables): เช่น สมาร์ตวอตช์ และสมาร์ตโฟน ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลอัตราการเต้นของหัวใจและส่งเข้าระบบประมวลผล

  5. AI สนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System): นำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลเพื่อวิเคราะห์และแนะนำแผนการฟื้นฟูแบบ "Personalized Medicine" ที่ปรับโจทย์ให้เข้ากับผู้ป่วยแต่ละรายโดยเฉพาะ

(ข้อมูลภาพ: กรุงเทพธุรกิจ)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เวชศาสตร์การทรงตัว (Balance Medicine) สู่การพลิกโฉมพื้นที่สุขภาพ

ในอดีต แว่น AR อาจเป็นเพียงความบันเทิง แต่งานวิจัยนี้ได้เปลี่ยนนวัตกรรมดังกล่าวให้กลายเป็น Game Changer ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตประสาทและการทรงตัว คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าโครงการวิจัยประจำประเทศไทย อธิบายว่า ระบบ AR จะเข้ามาช่วย "จำลองสภาวะทางพยาธิวิทยา" เพื่อทดสอบปฏิกิริยาของระบบประสาทและหูชั้นในผ่านสถานการณ์เสมือนจริง ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินเชิงสถิติ (Statistical Assessment) และเห็นความผิดปกติที่การตรวจแบบดั้งเดิมอาจมองไม่เห็น

อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของผู้ป่วยที่มีปัญหาการทรงตัวคือ "การเดินทาง" การจับคู่เทคโนโลยีแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เข้ากับนวัตกรรมนี้ จึงเป็นการยกระดับ Patient Journey อย่างแท้จริง เป็นการยก "ศูนย์การรักษาเฉพาะทาง" ไปไว้ในห้องนั่งเล่นของผู้ป่วย ลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายร่างกาย และลดภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัว

ในมุมของการออกแบบพื้นที่สุขภาพระดับองค์กร (Healthcare Spatial Zoning) นวัตกรรมนี้กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับโครงการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (Senior Care Centers) และศูนย์เวลเนส ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับเครื่องมือทำกายภาพบำบัดแบบเดิมอีกต่อไป แต่สามารถออกแบบพื้นที่ส่วนกลางในสไตล์ที่ผ่อนคลาย โล่งโปร่ง และปลอดภัย ผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยี AR และเซนเซอร์ เพื่อสร้างโซนฟื้นฟูอัจฉริยะ (Smart Rehabilitation Zone) ที่ดึงดูดให้ผู้มารับบริการอยากใช้งานมากขึ้น

สำหรับการทดสอบในไทย โครงการนี้จะครอบคลุมผู้ป่วย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

  • ผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางการรู้คิดเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment: MCI)

  • ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบการทรงตัวจากหูชั้นใน (Vestibular Disorders)

(ข้อมูลภาพ: กรุงเทพธุรกิจ)

นวัตกรรมที่มี "หัวใจ" ของการดูแลเพื่อนมนุษย์

ความสำเร็จของงานวิจัยระดับโลกชิ้นนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองวาระครบรอบ 40 ปี แห่งการบุกเบิกความก้าวหน้าเพื่อการได้ยินของฝ่ายโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งสั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยมาอย่างยาวนาน

ท้ายที่สุด การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพียงการมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยหรือแม่นยำที่สุด แต่คือการมีเครื่องมือที่ "นำไปใช้กับผู้ป่วยได้จริง" การผสาน AI เข้ากับฐานข้อมูลการรักษา สร้างสรรค์ออกมาเป็นเทคโนโลยีที่ผู้ป่วยเข้าถึงได้ง่ายจากที่บ้าน คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถเดินเคียงคู่ไปกับหัวใจของการดูแลเพื่อนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ