ตาแห้ง ภัยเงียบคนติดจอ! "บำรุงราษฎร์" ยกระดับคลินิกตาแห้ง ชูนวัตกรรมเจาะลึกต้นเหตุ รักษาตรงจุด
Med

ตาแห้ง ภัยเงียบคนติดจอ! "บำรุงราษฎร์" ยกระดับคลินิกตาแห้ง ชูนวัตกรรมเจาะลึกต้นเหตุ รักษาตรงจุด

ตาแห้ง ภัยเงียบคนติดจอ! "บำรุงราษฎร์" ยกระดับคลินิกตาแห้ง ชูนวัตกรรมเจาะลึกต้นเหตุ รักษาตรงจุด

4 การเข้าชม
ฟังบทความ
0:00
7:49

ตาแห้ง ภัยเงียบคนติดจอ! "บำรุงราษฎร์" ยกระดับคลินิกตาแห้ง ชูนวัตกรรมเจาะลึกต้นเหตุ รักษาตรงจุด

ยุคดิจิทัลที่ผู้คนใช้ชีวิตติดหน้าจอแทบตลอดเวลา กำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพดวงตาอย่างเงียบๆ โดยเฉพาะโรค "ตาแห้ง" ที่มีสถิติพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จึงได้ออกมาเตือนถึงภัยเงียบนี้ พร้อมชี้ให้เห็นว่าประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับภาวะตาแห้งสูงถึง 52.4% ซึ่งเกินกว่าครึ่งของประชากรทั้งหมด

เพื่อรับมือกับวิกฤตสุขภาพดวงตาของคนยุคใหม่ บำรุงราษฎร์ได้ประกาศยกระดับการดูแลผ่าน “คลินิกตาแห้ง” แบบเต็มรูปแบบ โดยชูแนวคิด Precision Diagnosis และ Precision Treatment ที่เน้นการค้นหาต้นเหตุเชิงลึกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง IDRA และออกแบบการรักษาอย่างตรงจุดด้วยเทคโนโลยี Light-Based Therapy เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวและลดโอกาสเกิดปัญหาตามมา

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า

ปัญหาตาแห้งพบได้บ่อยมากในปัจจุบัน โดยมีความชุกเฉลี่ยทั่วโลกถึง 34.6% หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรโลก โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา

ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้หน้าจอที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทางโรงพยาบาลจึงมุ่งเน้นการวินิจฉัยเชิงลึกและวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขาและทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมตามมาตรฐานสากล

ลบความเชื่อเดิมๆ ตาแห้งไม่ได้แปลว่า "น้ำตาน้อย"

  • แพ้แสง แพ้ลม

  • ตาขาวหรือขอบเปลือกตาแดง

  • มองเห็นไม่ชัดเป็นบางช่วง

  • ไม่สบายตาหลังตื่นนอน

  • มีน้ำตาไหลมากผิดปกติ

หากมีอาการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง หยอดน้ำตาเทียมแล้วไม่ดีขึ้น หรือเริ่มกระทบกับชีวิตประจำวัน ควรรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ป้องกันไม่ให้ลุกลามจนส่งผลเสียต่อดวงตาในระยะยาว

ลบความเชื่อเดิมๆ ตาแห้งไม่ได้แปลว่า "น้ำตาน้อย"

การเปิดตัวคลินิกตาแห้งครั้งนี้ ยังเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์ความเชี่ยวชาญของโรงพยาบาลที่เพิ่งได้รับการยกย่องจาก นิตยสาร Newsweek ให้เป็น “โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชั้นนำในเอเชีย ประจำปี 2569” โดยครองอันดับ 1 ในเอเชียด้านการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ และอันดับ 3 ในเอเชียด้านการผ่าตัดต้อกระจก (เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยทั้งสองด้านต่อเนื่องเป็นปีที่ 2)

ในอดีต การตรวจตาแห้งมักจะดูแค่ปริมาณน้ำตาและรอยถลอกบนกระจกตา ซึ่งอาจไม่เพียงพอที่จะระบุสาเหตุ แต่ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า IDRA มาใช้วิเคราะห์ระบบน้ำตาได้หลายมิติ ทั้งประเมินคุณภาพชั้นน้ำมัน ถ่ายภาพต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ดูความเสถียรของน้ำตา และรูปแบบการกะพริบตา ข้อดีคือเป็นการตรวจแบบไม่ต้องสัมผัสกระจกตา ไม่ต้องหยอดยาชา และสามารถทราบผลได้ทันทีพร้อมภาพจำลอง 3 มิติ ช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ

ศูนย์จักษุแห่งนี้ยังมีความพร้อมด้วยห้องตรวจถึง 13 ห้อง และมีเทคโนโลยีอื่นๆ อย่าง OCT-Angiography สำหรับสร้างภาพ 3 มิติของโครงสร้างภายในดวงตา รวมถึงระบบ ORA และ VERION ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการผ่าตัดอีกด้วย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

รักษาตรงจุด ฟื้นฟูสมดุลดวงตาด้วยแสง (Light-Based Therapy)

หากแพทย์ตรวจพบว่าอาการตาแห้งเกิดจากภาวะ MGD การรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูต่อมน้ำมัน นอกจากการปรับพฤติกรรม ประคบอุ่น และทำความสะอาดเปลือกตา (Eyelid Spa Treatment) แล้ว ยังมีการนำเทคโนโลยีแสงมาใช้รักษาที่ต้นเหตุ ได้แก่

  1. LLLT (Low-Level Light Therapy): การใช้แสงเพื่อกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตาในระดับเซลล์

  2. IPL (Intense Pulsed Light): การใช้แสงเพื่อลดการอักเสบและการอุดตันของต่อมน้ำมัน

หลายคนมักเข้าใจว่าโรคตาแห้งเกิดจากการที่ร่างกายผลิตน้ำตาได้น้อยลง แต่ความจริงแล้วระบบน้ำตาของเรามีความซับซ้อน โดยประกอบด้วย 3 ชั้นสำคัญ ได้แก่ ชั้นน้ำมัน (Lipid Layer) ที่ช่วยลดการระเหยของน้ำตา ชั้นน้ำ (Aqueous Layer) ที่ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นและชะล้างสิ่งระคายเคือง และชั้นเมือก (Mucin Layer) ที่ช่วยให้น้ำตากระจายตัวและยึดเกาะกับผิวดวงตาได้อย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น โรคตาแห้งจึงไม่ได้เกิดจากปริมาณน้ำตาที่น้อยเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากการที่น้ำตาระเหยเร็วเกินไป หรือคุณภาพของน้ำตาผิดปกติ ซึ่งสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ คือภาวะ Meibomian Gland Dysfunction (MGD) หรือความผิดปกติของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ทำให้น้ำตาระเหยเร็วแม้ว่าปริมาณน้ำตาจะยังปกติก็ตาม

เวลาที่เราจ้องหน้าจออย่างต่อเนื่อง ความถี่ในการกะพริบตาจะลดลงถึง 50-60% และอาจทำให้เกิดการกะพริบตาที่ไม่สมบูรณ์หรือปิดเปลือกตาไม่สนิท ส่งผลให้ชั้นน้ำมันที่ควรจะเคลือบผิวดวงตากระจายตัวได้ไม่ดี นอกจากหน้าจอแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีกมากมาย เช่น

  • การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน

  • การใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา

  • สภาพอากาศที่แห้ง แดด ลม

  • การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์

  • อายุที่เพิ่มขึ้น

  • โรคประจำตัว (เบาหวาน, โรคโจเกรน, โรครูมาตอยด์ และ SLE)

  • การใช้ยาหยอดตาบางชนิดเป็นเวลานาน

อย่ามองข้ามสัญญาณเตือน เพราะอาจบั่นทอนคุณภาพชีวิต

ปัจจุบันมีประชากรจำนวนมากที่เผชิญกับปัญหาการมองเห็น แต่มากกว่า 50% กลับยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหา หรือเลือกที่จะมองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกายไป

เช็กลิสต์อาการเตือนที่คุณควรสังเกต:

  • ระคายเคือง แสบตา คันตา

  • รู้สึกเหมือนมีฝุ่นหรือทรายในตา

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการตาแห้งรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการรักษาขั้นสูง เช่น Autologous Serum Eye Drops หรือ Platelet-Rich Plasma (PRP) เพื่อช่วยส่งเสริมการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ

โรคตาแห้งมีความซับซ้อนและเกิดได้จากหลายปัจจัย การดูแลแบบ Personalized Care ที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง จึงมุ่งค้นหาสาเหตุและประเมินความรุนแรง ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีเป้าหมายสำคัญที่ไม่ใช่เพียงบรรเทาอาการ แต่คือการฟื้นฟูสมดุลของผิวดวงตา ลดผลกระทบต่อการมองเห็น และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น