อาบแสงสีแดง เทรนด์ผิวใส ฟื้นฟูร่างกาย ได้ผลจริง หรือแค่กระแส ?
Health

อาบแสงสีแดง เทรนด์ผิวใส ฟื้นฟูร่างกาย ได้ผลจริง หรือแค่กระแส ?

อาบแสงสีแดง เทรนด์ผิวใสและฟื้นฟูร่างกาย.. ได้ผลจริง หรือแค่กระแส?

0 การเข้าชม
ฟังบทความ
0:00
3:15

อาบแสงสีแดง เทรนด์ผิวใสและฟื้นฟูร่างกาย.. ได้ผลจริง หรือแค่กระแส?

ช่วงนี้สายบิวตี้และสายออกกำลังกายคงเคยเห็นเทรนด์ "การบำบัดด้วยแสงสีแดง" (Red Light Therapy) ผ่านตากันมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นมาส์กหน้าฉายแสงคล้ายหน้ากากมนุษย์ต่างดาว หรือเตียงอบตัวสีแดงที่ดูเหมือนตู้ย่าง แต่ไม่ต้องตกใจไป เพราะแสงนี้ไม่ได้ทำให้ผิวเราไหม้เกรียมเหมือนการอาบแดด เนื่องจากไม่มีรังสี UV แต่อย่างใด

ฉายแสงแล้วผิวดีขึ้นได้ยังไง?

หลักการเข้าใจง่ายๆ คือ ตัวแสงสีแดงจะพุ่งตรงเข้าไปช่วย "ชาร์จแบต" ให้กับเซลล์ในร่างกายเรา เพื่อให้เซลล์ที่เสื่อมสภาพกลับมาซ่อมแซมตัวเองได้ไวขึ้น

  • แสงคลื่นสั้น
    จะเน้นดูแลผิวชั้นบน ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ลดริ้วรอย หรือถ้าเป็นแสงสีฟ้าก็ช่วยลดสิวได้

  • แสงคลื่นยาว (อินฟราเรด)
    จะทะลุลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการปวด อักเสบ และทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากการออกกำลังกายได้ไวขึ้น

อุปกรณ์แต่ละแบบ ต่างกันยังไง?

  • มาส์กหน้า LED
    เหมาะกับผิวหน้าโดยตรงเพราะผิวบริเวณนี้บาง แสงเข้าถึงง่าย ช่วยให้หน้าดูโปร่งใสขึ้น แต่ต้องเลือกเครื่องที่มีกำลังไฟแรงพอ

  • เตียงอบแสงสีแดง
    เหมาะกับคนที่อยากฟื้นฟูทั่วร่างกาย เน้นเรื่องกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายหนักๆ

  • ตู้ซาวน่าอินฟราเรด
    ตัวนี้จะเน้นเรื่อง "ความร้อน" เป็นหลัก ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย

หมอและนักวิจัยมองยังไง... ได้ผลจริงไหม?

ในมุมคนใช้งานจริง หลายคนยืนยันว่าช่วยให้แผลหายไวขึ้น หรือฟื้นตัวจากการเล่นกีฬาได้เร็วขึ้นจริง แต่ฝั่งหมอผิวหนังและนักวิชาการก็แอบแตะเบรกไว้นิดนึง

  • เครื่องราคาถูกตามเน็ตอาจไม่เห็นผล พลังงานแสงอาจเบาเกินกว่าจะลงไปถึงระดับเซลล์ ไม่เหมือนเครื่องเกรดทางการแพทย์

  • ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ความหนาของผิว สีผิว และตำแหน่งที่ฉายแสง มีผลต่อการดูดซึมแสงทั้งหมด

  • งานวิจัยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แม้กลไกจะฟังดูเข้าท่า แต่หลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าเห็นผลชัดเจน 100% ยังมีไม่เยอะเท่ากับคำเคลมตามการตลาด

ข้อควรรู้ก่อนลอง

หากอยากลองใช้ แนะนำให้ใส่แว่นกันแสงเสมอ ตรวจสอบเครื่องว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่ (เช่น เครื่องหมาย CE หรือ UKCA) และถ้าใครมีปัญหาผิวแพ้แสง มีโรคประจำตัวอย่างโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือกำลังรักษามะเร็ง ควรปรึกษาหมอก่อนฉายแสงเสมอ

สรุปง่ายๆ คือ แสงสีแดงถือเป็นตัวช่วยดูแลผิวและร่างกายที่น่าสนใจเลยทีเดียว

เพียงแต่อาจมองว่ามันเป็น "ตัวช่วยเสริม" มากกว่าเป็นยาวิเศษที่เสกทุกอย่างได้ทันที


บทความที่เกี่ยวข้อง