
อาบแสงสีแดง เทรนด์ผิวใส ฟื้นฟูร่างกาย ได้ผลจริง หรือแค่กระแส ?
อาบแสงสีแดง เทรนด์ผิวใสและฟื้นฟูร่างกาย.. ได้ผลจริง หรือแค่กระแส?

อาบแสงสีแดง เทรนด์ผิวใสและฟื้นฟูร่างกาย.. ได้ผลจริง หรือแค่กระแส?
ช่วงนี้สายบิวตี้และสายออกกำลังกายคงเคยเห็นเทรนด์ "การบำบัดด้วยแสงสีแดง" (Red Light Therapy) ผ่านตากันมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นมาส์กหน้าฉายแสงคล้ายหน้ากากมนุษย์ต่างดาว หรือเตียงอบตัวสีแดงที่ดูเหมือนตู้ย่าง แต่ไม่ต้องตกใจไป เพราะแสงนี้ไม่ได้ทำให้ผิวเราไหม้เกรียมเหมือนการอาบแดด เนื่องจากไม่มีรังสี UV แต่อย่างใด
ฉายแสงแล้วผิวดีขึ้นได้ยังไง?
หลักการเข้าใจง่ายๆ คือ ตัวแสงสีแดงจะพุ่งตรงเข้าไปช่วย "ชาร์จแบต" ให้กับเซลล์ในร่างกายเรา เพื่อให้เซลล์ที่เสื่อมสภาพกลับมาซ่อมแซมตัวเองได้ไวขึ้น
แสงคลื่นสั้น
จะเน้นดูแลผิวชั้นบน ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ลดริ้วรอย หรือถ้าเป็นแสงสีฟ้าก็ช่วยลดสิวได้
แสงคลื่นยาว (อินฟราเรด)
จะทะลุลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการปวด อักเสบ และทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากการออกกำลังกายได้ไวขึ้น
อุปกรณ์แต่ละแบบ ต่างกันยังไง?
มาส์กหน้า LED
เหมาะกับผิวหน้าโดยตรงเพราะผิวบริเวณนี้บาง แสงเข้าถึงง่าย ช่วยให้หน้าดูโปร่งใสขึ้น แต่ต้องเลือกเครื่องที่มีกำลังไฟแรงพอ
เตียงอบแสงสีแดง
เหมาะกับคนที่อยากฟื้นฟูทั่วร่างกาย เน้นเรื่องกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายหนักๆ
ตู้ซาวน่าอินฟราเรด
ตัวนี้จะเน้นเรื่อง "ความร้อน" เป็นหลัก ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
หมอและนักวิจัยมองยังไง... ได้ผลจริงไหม?
ในมุมคนใช้งานจริง หลายคนยืนยันว่าช่วยให้แผลหายไวขึ้น หรือฟื้นตัวจากการเล่นกีฬาได้เร็วขึ้นจริง แต่ฝั่งหมอผิวหนังและนักวิชาการก็แอบแตะเบรกไว้นิดนึง
เครื่องราคาถูกตามเน็ตอาจไม่เห็นผล พลังงานแสงอาจเบาเกินกว่าจะลงไปถึงระดับเซลล์ ไม่เหมือนเครื่องเกรดทางการแพทย์
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ความหนาของผิว สีผิว และตำแหน่งที่ฉายแสง มีผลต่อการดูดซึมแสงทั้งหมด
งานวิจัยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แม้กลไกจะฟังดูเข้าท่า แต่หลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าเห็นผลชัดเจน 100% ยังมีไม่เยอะเท่ากับคำเคลมตามการตลาด
ข้อควรรู้ก่อนลอง
หากอยากลองใช้ แนะนำให้ใส่แว่นกันแสงเสมอ ตรวจสอบเครื่องว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่ (เช่น เครื่องหมาย CE หรือ UKCA) และถ้าใครมีปัญหาผิวแพ้แสง มีโรคประจำตัวอย่างโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือกำลังรักษามะเร็ง ควรปรึกษาหมอก่อนฉายแสงเสมอ
สรุปง่ายๆ คือ แสงสีแดงถือเป็นตัวช่วยดูแลผิวและร่างกายที่น่าสนใจเลยทีเดียว
เพียงแต่อาจมองว่ามันเป็น "ตัวช่วยเสริม" มากกว่าเป็นยาวิเศษที่เสกทุกอย่างได้ทันที

บทความที่เกี่ยวข้อง

เกิดความรุนแรงในโรงเรียน เพราะ 'ระบบดูแลเด็ก' กำลังมีรูรั่ว ?
เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงในโรงเรียน เรากำลังแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ หรือ กำลังแก้แค่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ?

สิทธิ และข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ เข้ารับบริการ คลินิกความงาม
สิทธิ และข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ เข้ารับบริการ คลินิกความงาม

คนรุ่นใหม่วัย 20-30 ปี เปย์หนักให้ "สุขภาพ" ถือคติ กันไว้ดีกว่าแก้
หมดยุคสายปาร์ตี้? ส่องเทรนด์คนรุ่นใหม่วัย 20-30 ปี เปย์หนักให้ "สุขภาพ" ถือคติกันไว้ดีกว่าแก้