ธุรกิจโรงพยาบาล ทุ่มลงทุนเทคโนโลยี แต่เมินแก้ปัญหาพื้นฐาน รอคิวนาน-ติดเชื้อ-จ่ายยาพลาด
Med

ธุรกิจโรงพยาบาล ทุ่มลงทุนเทคโนโลยี แต่เมินแก้ปัญหาพื้นฐาน รอคิวนาน-ติดเชื้อ-จ่ายยาพลาด

ทุ่มลงทุนเทคโนโลยี แต่เมินแก้ปัญหาพื้นฐาน รอคิวนาน-ติดเชื้อ-จ่ายยาพลาด

4 การเข้าชม
ฟังบทความ
0:00
6:45

ธุรกิจโรงพยาบาล ทุ่มลงทุนเทคโนโลยี แต่เมินแก้ปัญหาพื้นฐาน รอคิวนาน-ติดเชื้อ-จ่ายยาพลาด

ปัจจุบันโรงพยาบาลทั่วเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ต่างทุ่มงบประมาณระดับหลักร้อยล้านบาทเพื่อทำ Digital Transformation นำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาใช้บริหารจัดการองค์กร แต่กลับมีคำถามตัวโตๆ ว่าทำไมปัญหาพื้นฐานคลาสสิกอย่างการรอคิวนานครึ่งค่อนวัน ความผิดพลาดในการจ่ายยา หรือแม้แต่ปัญหาการติดเชื้อในโรงพยาบาล ถึงยังเป็นโจทย์ที่แก้ไม่ตก

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสำคัญในงานประชุม "Hospital Management Asia (HMA) 2026" ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด "ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง สู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม" (Leading Change that Delivers)

โดยมุ่งเน้นการหาทางออกให้ความท้าทายทั้งเรื่องการปรับโครงสร้างกำลังคน ความปลอดภัยของผู้ป่วย การนำ AI มาใช้ ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพบริการและการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ป่วย

แม้จะมีการลงทุนไปมหาศาล แต่หลายโรงพยาบาลก็ยังคงเผชิญปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ ทั้งความคลาดเคลื่อนทางยาที่อาจนำไปสู่การให้ยาผิด การติดเชื้อ แผลกดทับ อุบัติเหตุหกล้ม และการรอคิวที่ยาวนาน ตั้งแต่รอพบแพทย์ รอเตียง ไปจนถึงรอหมอสั่งจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาได้ทั้งหมด หากไม่มีการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกัน

การแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างโรงพยาบาลรัฐและเอกชน กับการสร้าง Patient Experience ไร้รอยต่อ

นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจโรงพยาบาลในปัจจุบันมีการแข่งขันที่รุนแรงมาก ไม่ใช่แค่กับต่างประเทศ แต่โรงพยาบาลรัฐและเอกชนในไทยก็ต้องแข่งขันกันเองอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะเมื่อโรงพยาบาลรัฐได้ยกระดับบริการขึ้นมาเทียบเคียงเอกชนได้สำเร็จ ดังนั้น ความเก่งกาจของแพทย์เพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดผู้ชนะอีกต่อไป แต่หัวใจสำคัญคือ "ประสบการณ์ผู้ป่วย" (Patient Experience) ที่ต้องทำให้สมบูรณ์แบบไร้รอยต่อตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเข้าโรงพยาบาลจนกระทั่งกลับบ้าน

โรงพยาบาลเอกชนจึงต้องดึงเทคโนโลยีมาช่วยอุดรอยรั่วและลดจุดสะดุดในทุกขั้นตอน เช่น การใช้ระบบคัดแยกผู้ป่วย (Triage Optimization) และออกแบบเส้นทางการรักษาด้วยดิจิทัล (Digital Clinical Pathways)

เพื่อบริหารจัดการเตียงและเร่งกระบวนการจำหน่ายผู้ป่วยให้รวดเร็วขึ้น การลดความยุ่งยากเหล่านี้ถือเป็น "Winning Game" ที่จะทำให้โรงพยาบาลเอกชนยังคงรักษาฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อไว้ได้

พร้อมกันนี้ บุคลากรทางการแพทย์ต้องพัฒนาทักษะการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ และใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนเพื่อลดความซ้ำซ้อน แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีการตรวจสอบอย่างรัดกุมและต้องคงความเห็นอกเห็นใจแบบมนุษย์ (Human Touch) ไว้เสมอ เพราะ AI ก็อาจแปลผลหรือพลาดบริบทสำคัญบางอย่างไปได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ข้อจำกัดทางกฎหมาย ปัญหาคอขวดที่ขวางการใช้ AI ในโรงพยาบาลเอกชน

อีกหนึ่งอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ขวางกั้นการพัฒนาระบบสาธารณสุขคือ "ข้อจำกัดทางกฎหมาย" ที่มักกำหนดให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ถูกผูกขาดให้ทดลองใช้เฉพาะในโรงพยาบาลรัฐก่อนเท่านั้น

นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชนได้เสนอทางออกให้ภาครัฐเปิดทางสร้างพื้นที่ทดสอบร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน (Private-Public Testing Partnerships หรือ Sandbox) เพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถนำศักยภาพที่มีมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีได้โดยไม่ต้องรอข้อกฎหมายฉบับเต็ม โมเดลนี้จะสร้างประโยชน์แบบวิน-วิน เพราะรัฐไม่ต้องแบกรับต้นทุนการทดสอบเพียงฝ่ายเดียว แต่สามารถใช้เอกชนเป็นฐานกระจายเทคโนโลยีได้

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนคือ "โรคหลอดเลือดสมอง" (Stroke) ซึ่งทุกวินาทีคือชีวิต หากโรงพยาบาลเอกชนสามารถนำเครื่องมือ AI มาช่วยคัดกรองได้รวดเร็ว ผลลัพธ์จะแตกต่างกันอย่างมหาศาล ระหว่างผู้ป่วยที่รอดชีวิตกลับมาเดินได้ตามปกติ กับผู้ป่วยที่ต้องทุพพลภาพเพียงเพราะนวัตกรรมเข้าถึงได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น

ความท้าทายเรื่องกำลังคนและการใช้เทคโนโลยีเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

ความท้าทายของโรงพยาบาลไม่ได้หยุดแค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงโครงสร้างกำลังคนที่กำลังถึงจุดวิกฤต การทุ่มทุนซื้อเทคโนโลยีล้ำสมัยแต่ปราศจากกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพและบุคลากรที่มีทักษะ ท้ายที่สุดเทคโนโลยีเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเพียง "ต้นทุนจม" (Sunk Cost) ที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม

ดังนั้น นวัตกรรมในยุคนี้ต้องมุ่งแก้ Pain Point ที่แท้จริง เช่น ความคลาดเคลื่อนทางยาซึ่งเป็นความเสี่ยงทั้งทางกฎหมายและความน่าเชื่อถือ หรือการใช้เทคโนโลยีมาลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน ไม่ใช่กลายเป็นการเพิ่มภาระให้บุคลากรต้องมานั่งคีย์ข้อมูลมากขึ้น

บทสรุปสำคัญจากงาน HMA 2026 โดย มร.ฟาบริช เลอเกต์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Siemens Healthineers ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุขกำลังก้าวข้ามการสร้างนวัตกรรมเพียงเพื่อความแปลกใหม่ หัวใจสำคัญคือต้องสามารถแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่ชัดเจน ทั้งในด้านการรักษา ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความสำเร็จของโรงพยาบาลในทศวรรษหน้าจึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนหุ่นยนต์ที่ซื้อมา แต่วัดที่ความสามารถในการลดอัตราการเสียชีวิต ลดความผิดพลาด และเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วยผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดนั่นเอง


บทความที่เกี่ยวข้อง

ผ่าตัดทางไกลสำเร็จ! ผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก ข้ามจังหวัด แพทย์ห่างจากผู้ป่่วย 250 กิโลเมตร
Med

ผ่าตัดทางไกลสำเร็จ! ผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก ข้ามจังหวัด แพทย์ห่างจากผู้ป่่วย 250 กิโลเมตร

ความสำเร็จครั้งแรกของไทย กับการ 'ผ่าตัดทางไกลข้ามจังหวัด'

มงคลกร พุฒธะพันธ์·
รพ.กรุงเทพ จัดเต็ม! อัปเกรด 'ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ' โฉมใหม่ ไฮเทคกว่าเดิม ก้าวสู่เบอร์ต้นของอาเซียน
Med

รพ.กรุงเทพ จัดเต็ม! อัปเกรด 'ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ' โฉมใหม่ ไฮเทคกว่าเดิม ก้าวสู่เบอร์ต้นของอาเซียน

รพ.กรุงเทพ พลิกโฉม "ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ" ยกระดับการรักษาผสานงานดีไซน์ ตอบโจทย์ Patient Journey

มงคลกร พุฒธะพันธ์·
ผู้ป่วยกว่า 8,000 ชีวิต รอปลูกถ่ายอวัยวะอยู่ ซึ่ง 'ไต' เป็นอวัยวะที่มีคนรอมากที่สุด
Med

ผู้ป่วยกว่า 8,000 ชีวิต รอปลูกถ่ายอวัยวะอยู่ ซึ่ง 'ไต' เป็นอวัยวะที่มีคนรอมากที่สุด

ผู้ป่วยกว่า 8,000 ชีวิต รอปลูกถ่ายอวัยวะอยู่ ซึ่ง 'ไต' เป็นอวัยวะที่มีคนรอมากที่สุด

มงคลกร พุฒธะพันธ์·