อวสานร้านขายยาขนาดเล็ก ? อาจเจอวิกฤต กว่า 18,000 แห่ง เมื่อ 7 ยักษ์ใหญ่ลุย 'Telepharmacy'
News

อวสานร้านขายยาขนาดเล็ก ? อาจเจอวิกฤต กว่า 18,000 แห่ง เมื่อ 7 ยักษ์ใหญ่ลุย 'Telepharmacy'

ร้านยาแถวบ้านอาจหายไป? เมื่อ 7 ยักษ์ใหญ่ลุย "Telepharmacy" ร้านยาขนาดเล็กกว่า 18,000 แห่ง อาจต้องเผชิญวิกฤติใหญ่

0 การเข้าชม
ฟังบทความ
0:00
7:13

ร้านยาแถวบ้านอาจหายไป? เมื่อ 7 ยักษ์ใหญ่ลุย "Telepharmacy" ร้านยาขนาดเล็กกว่า 18,000 แห่ง อาจต้องเผชิญวิกฤติใหญ่

ในยุคที่เราสามารถสั่งของทุกอย่าง ได้ผ่านแอปพลิเคชันเป็นเรื่องปกติ 'ยา' ก็กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่เราสามารถสั่งผ่านช่องทางออนไลน์ได้แบบเต็มรูปแบบ กลายเป็นประเด็นชี้ชะตาร้านยารายย่อย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไฟเขียวให้ 7 แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เปิดให้บริการเภสัชกรรมทางไกล หรือ Telepharmacy อย่างเป็นทางการ

ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้ล้วนเป็นชื่อที่เราคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็น LINE MAN, Shopee, ALL PharmaSee ของซีพี ออลล์, ร้านยากรุงเทพ, AskMacy ของฟาสซิโน, PharmCare และ Telehealth Thailand บริการนี้เปิดโอกาสให้ผู้บริโภค สามารถวิดีโอคอลปรึกษาเภสัชกร สั่งซื้อยาผ่านแอปพลิเคชัน และรอรับยาจากไรเดอร์ที่จะมาส่งถึงหน้าบ้านได้เลย ซึ่งมองในมุมของผู้บริโภคถือเป็นเรื่องที่สะดวกสบาย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลอย่างมาก

แต่ในมุมของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะร้านขายยาขนาดเล็กในชุมชน นี่อาจเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่เข้ามาสั่นคลอนความอยู่รอดของธุรกิจเลยทีเดียว

สาเหตุที่ร้านขายยาขนาดเล็ก อาจต้องเผชิญวิกฤตหนัก

เพราปัจจุบันประเทศไทย มีร้านขายยาอยู่ประมาณ 23,000 แห่งทั่วประเทศ

  • แบ่งเป็นร้านยาขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอีถึง 18,000 แห่ง

  • ที่เหลืออีกราว 5,000 แห่งเป็นร้านยาแบบเชนแบรนด์ใหญ่

ปัญหาสำคัญที่ร้านขนาดเล็กกำลังเผชิญเมื่อต้องแข่งขันในยุคออนไลน์คือเรื่องของต้นทุนค่าใช้จ่าย

ตามกฎหมายมาตรฐานร้านยาหรือ GPP กำหนดให้ทุกร้านต้องมีเภสัชกรประจำร้านตลอดเวลา ซึ่งค่าจ้างเภสัชกรในปัจจุบันตกอยู่ที่เดือนละ 50,000 ถึง 100,000 บาท สำหรับร้านเล็กๆ ที่มียอดขายต่อวันไม่มาก การต้องแบกรับต้นทุนส่วนนี้ถือเป็นเรื่องหนักหนา และยังต้องเผชิญกับปัญหาการแย่งตัวเภสัชกรกับร้านแบรนด์ใหญ่ที่มีกำลังทรัพย์มากกว่า โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่หาเภสัชกรมาประจำร้านได้ยากมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ หากร้านยาขนาดเล็กต้องการปรับตัวด้วยการเข้าไปขายผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ พวกเขาก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงเรื่องค่าธรรมเนียมหรือค่า GP แม้ในช่วงแรกหลายแพลตฟอร์ม อาจมีโปรโมชั่นดึงดูดใจ หรือให้เริ่มใช้งานได้ฟรี

แต่ในอนาคตหากมีการเก็บค่า GP ในอัตราที่สูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์เหมือนกับธุรกิจรับส่งอาหาร ธุรกิจร้านขายยาที่เป็นลักษณะซื้อมาขายไป และมีกำไรต่อชิ้นค่อนข้างบางเบา จะแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ทำกำไรได้เลย ท้ายที่สุดเมื่อต้องสู้กับกลุ่มทุนใหญ่ที่มีสายป่านยาวกว่าและมีต้นทุนต่อหน่วยถูกกว่า ร้านยาขนาดเล็กก็อาจต้องทยอยปิดตัวลงตามกันไป

ทางรอดที่สมาคมร้านขายยาเสนอผ่านโมเดลฮับเภสัชกร

เพื่อป้องกันไม่ให้ร้านขายยาในชุมชนต้องล้มหายตายจากไป นายกสมาคมร้านขายยาได้เสนอแนวทางออก ผ่านโมเดลที่เรียกว่า Pharmacy Hub หรือ ฮับเภสัชกร โดยเป็นการตั้งศูนย์รวมเภสัชกรออนไลน์ประจำในแต่ละจังหวัด แนวคิดนี้จะให้ผู้ป่วยเดินเข้าไปที่ร้านขายยาขนาดเล็กใกล้บ้าน จากนั้นเสียบบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตน และทำการวิดีโอคอลปรึกษาเภสัชกรที่ศูนย์ฮับ โดยมีเจ้าของร้านยาหรือผู้ช่วยที่ผ่านการอบรมคอยช่วยวัดความดัน วัดไข้ และสังเกตอาการเบื้องต้นอยู่ข้างๆ

วิธีการนี้จะช่วยให้เภสัชกรหนึ่งคนที่ศูนย์ฮับสามารถดูแลให้คำปรึกษาผู้ป่วยในร้านยาขนาดเล็กได้หลายแห่งพร้อมกัน ร้านขายยาก็จะเปลี่ยนมาจ่ายเพียงค่าสมาชิกระบบรายเดือนแทนการจ้างเภสัชกรประจำร้านเต็มเวลาด้วยค่าจ้างหลักแสน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้อย่างมหาศาล ทำให้ร้านยาชุมชนสามารถอยู่รอดได้ ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ยังได้รับความปลอดภัย เพราะสามารถตรวจสอบตัวตนได้ชัดเจน และได้รับยาที่ถูกเก็บรักษาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจากหน้าร้านโดยตรง

เสียงสะท้อนจากผู้บริโภค ระหว่างความสะดวกสบายกับความกังวล

เมื่อประเด็นนี้ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ ก็มีเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคออกมาในหลากหลายแง่มุม

  1. อย่างแรกคือเรื่องของความไว้ใจ ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงเทใจให้กับร้านขายยาชุมชนที่เภสัชกรเป็นเจ้าของเอง โดยมองว่ามีความใส่ใจในการสอบถามอาการและจัดยาได้ตรงจุดมากกว่า อีกทั้งราคายังเป็นมิตร ต่างจากร้านเชนใหญ่บางแห่งที่พนักงานอาจมีเป้าหมายยอดขายมากำกับ

  2. ต่อมาคือความกังวลเรื่องการผูกขาดตลาด หลายคนกลัวว่าภาพจำของร้านโชห่วยที่ค่อยๆ หายไปจะกลับมาซ้ำรอยกับร้านขายยา หากปล่อยให้กลุ่มทุนใหญ่เข้ามาคุมตลาดได้เบ็ดเสร็จ ในระยะยาวผู้บริโภคอาจไม่มีทางเลือกและต้องยอมซื้อยาในราคาที่แพงขึ้น

  3. ส่วนในเรื่องของความสะดวกสบาย แม้หลายคนจะเห็นด้วยว่าระบบเภสัชกรรมทางไกลมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่เดินทางลำบาก แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่าเวลาเจ็บป่วย คนเรามักต้องการยาอย่างเร่งด่วน การเดินไปซื้อที่ร้านใกล้บ้านมักจะรวดเร็วกว่าการรอไรเดอร์มาส่ง นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของยาระหว่างการจัดส่ง เพราะกล่องท้ายรถมอเตอร์ไซค์ไม่ได้มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ซึ่งอาจส่งผลให้ยาเสื่อมสภาพได้

  4. สุดท้ายคือข้อกังขาที่มีต่อโมเดลฮับเภสัชกร ผู้บริโภค รวมถึงผู้ประกอบการบางส่วน ตั้งคำถามว่าในทางปฏิบัติ เภสัชกรหนึ่งคนจะสามารถดูแลผู้ป่วยพร้อมกันหลายร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ?... และหากเป็นการให้คำปรึกษาผ่านระบบออนไลน์โดยไม่มีการยืนยันตัวตนที่รัดกุมพอ ผู้ป่วยจะมั่นใจได้อย่างไรว่ากำลังคุยกับเภสัชกรตัวจริง

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องหาจุดสมดุล เพื่อให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย โดยไม่ทิ้งความปลอดภัยและไม่ทำลายระบบนิเวศของร้านยาในชุมชนที่อยู่คู่คนไทยมานาน


บทความที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์โควิด 19 ในปี 2569 ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเสียชีวิตลดลง
News

สถานการณ์โควิด 19 ในปี 2569 ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเสียชีวิตลดลง

กรมควบคุมโรคได้ออกมาชี้แจงถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย เพื่อลดความตื่นตระหนกจากกระแสข่าวลือในโลกออนไลน์ที่ระบุว่าโรคนี้กลับมาระบาดหนัก

มงคลกร พุฒธะพันธ์·
ฝ่าวิกฤตความเชื่อมั่น เปิดแผน สธ. ปั้น 'หมอพร้อม' ขึ้นแท่นศูนย์กลางข้อมูลสุขภาพ
News

ฝ่าวิกฤตความเชื่อมั่น เปิดแผน สธ. ปั้น 'หมอพร้อม' ขึ้นแท่นศูนย์กลางข้อมูลสุขภาพ

สธ. ฝ่าวิกฤตความเชื่อมั่น จากดราม่าข้อมูล สู่การลุยดัน "หมอพร้อม" สู่ Super App สุขภาพประเทศ

มงคลกร พุฒธะพันธ์·
ทำไม 30 บาทรักษาทุกโรค ถึงเดินหน้าต่อแบบเดิมไม่ได้ ?
News

ทำไม 30 บาทรักษาทุกโรค ถึงเดินหน้าต่อแบบเดิมไม่ได้ ?

สแกน 7 ข้อค้นพบ กมธ.สธ.วุฒิสภา ทำไม 30 บาทรักษาทุกโรค ถึงเดินหน้าต่อแบบเดิมไม่ได้?

มงคลกร พุฒธะพันธ์·