CEE INSIGHT

ทันเทคโนโลยีการแพทย์ นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ

ติดต่อโฆษณา หรือมีข้อเสนอแนะ ได้ที่

ceeinsightth@gmail.com
เกิดความรุนแรงในโรงเรียน เพราะ 'ระบบดูแลเด็ก' กำลังมีรูรั่ว ?
Others

เกิดความรุนแรงในโรงเรียน เพราะ 'ระบบดูแลเด็ก' กำลังมีรูรั่ว ?

เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงในโรงเรียน เรากำลังแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ หรือ กำลังแก้แค่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ?

0 การเข้าชม
ฟังบทความ
0:00
6:32

เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงในโรงเรียน สิ่งที่สังคมมักเห็นก่อนคือมาตรการเร่งด่วน เช่น การตรวจอาวุธ ตรวจกระเป๋านักเรียน หรือเพิ่มความเข้มงวดเรื่องความปลอดภัย ซึ่งมาตรการเหล่านี้อาจช่วยลดความเสี่ยงได้ในช่วงสั้น ๆ แต่คำถามสำคัญคือ เรากำลังแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ หรือ กำลังแก้แค่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ?

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ จิตแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ มองว่า เหตุความรุนแรงในโรงเรียน หรือ School Shooting ไม่ได้เป็นเรื่องที่ป้องกันไม่ได้ เพราะโรงเรียนเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างชัดเจน เรารู้ว่าใครอยู่ในโรงเรียน ใครเป็นนักเรียน ใครเป็นครู และมีระบบดูแลอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าระบบดูแลเด็กทำงานได้จริง ก็มีโอกาสที่จะมองเห็นสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุรุนแรงได้



ปัญหาคือ ทุกวันนี้เรามักมองเรื่องความรุนแรงแบบแยกเป็นเรื่อง ๆ เช่น พอมีเหตุใช้อาวุธก็ไปจัดการเรื่องอาวุธ พอมีการบูลลี่ก็แก้เรื่องบูลลี่ แต่จริง ๆ แล้วปัญหาเหล่านี้อาจเชื่อมโยงกัน


เบื้องหลังเหตุรุนแรงบางครั้งอาจมีทั้งภาวะซึมเศร้า การทำร้ายตัวเอง การถูกกลั่นแกล้ง การติดเกม การใช้สารเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า หรือปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เปรียบเหมือนส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรักษาความปลอดภัย คือ “ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน” เพราะระบบนี้มีหน้าที่ช่วยมองให้เห็นว่า เด็กคนไหนกำลังมีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือก่อนที่เรื่องจะรุนแรงขึ้น

นพ.ยงยุทธระบุว่า ในห้องเรียนที่มีนักเรียนประมาณ 30 คน อาจมีเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงประมาณ 20% หรือราว 6 คน เด็กกลุ่มนี้อาจไม่ได้แสดงออกชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่ถ้าโรงเรียนมีระบบคัดกรองที่ดี ครูจะสามารถสังเกตและเข้าไปช่วยได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งอาจช่วยลดทั้งปัญหาความรุนแรงและการฆ่าตัวตายได้


• แต่จุดที่น่ากังวลคือ ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในปัจจุบันกำลังมีปัญหา โดยเฉพาะเรื่อง “ครูแนะแนว” ที่มีไม่เพียงพอ



ตามแนวทางที่เหมาะสม ควรมีครูแนะแนวประมาณ 1 คนต่อนักเรียน 500 คน แต่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนถึง 3,000 คน กลับอาจมีครูแนะแนวเพียง 2-3 คน ทำให้ไม่สามารถดูแลเด็กได้ทั่วถึง

อีกเรื่องที่สำคัญคือ “ชั่วโมงโฮมรูม” ซึ่งเดิมควรเป็นช่วงเวลาที่ครูได้พูดคุยกับนักเรียน สร้างความไว้ใจ และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเด็ก แต่ในบางโรงเรียนกลับกลายเป็นเพียงเวลาว่าง หรือใช้สำหรับตามงานและตำหนินักเรียน

เช่นเดียวกับการประชุมผู้ปกครอง ซึ่งควรเป็นโอกาสให้ครูกับครอบครัวช่วยกันดูแลเด็ก แต่บางครั้งกลับถูกใช้ไปกับการตำหนิผู้ปกครองหรือเรื่องอื่น ๆ มากกว่าการพูดคุยถึงปัญหาและวิธีช่วยเหลือเด็ก

ปัญหาอีกอย่างคือ การคัดกรองเด็กบางครั้งกลายเป็นเพียงการทำเอกสาร ครูกรอกข้อมูลว่ามีเด็กกลุ่มเสี่ยง แต่หลังจากนั้นข้อมูลกลับไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเด็กอย่างจริงจัง

นั่นหมายความว่า โรงเรียนอาจรู้แล้วว่าเด็กคนไหนกำลังมีปัญหา แต่ระบบกลับไม่ได้พาเด็กคนนั้นไปสู่การช่วยเหลือที่เหมาะสม



• ทางออกจึงไม่ใช่แค่เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย แต่ต้องทำให้ระบบดูแลเด็กกลับมาทำงานได้จริงด้วย



หนึ่งในวิธีสำคัญคือ การฝึกอบรมครูที่ปรึกษาและครูทุกคนให้มีทักษะพื้นฐานในการสังเกต คัดกรอง และช่วยเหลือเด็กเบื้องต้น รวมถึงมีแนวทางที่ชัดเจนว่า เมื่อพบเด็กที่มีปัญหาแล้วควรทำอะไรต่อ

ตัวอย่างเช่น หากพบเด็กที่กำลังถูกบูลลี่ ครูควรรู้ว่าต้องจัดการอย่างไร ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละคนใช้วิธีของตัวเอง หรือเมื่อพบเด็กที่มีความเสี่ยงสูง ก็ต้องมีระบบส่งต่อไปยังครูแนะแนว นักจิตวิทยาโรงเรียน หรือผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม

ระบบที่ดีควรเริ่มตั้งแต่ระดับห้องเรียน อาจใช้การพูดคุยกับผู้ปกครอง การเยี่ยมบ้าน การให้เพื่อนช่วยดูแลกัน การจัดกิจกรรมในห้องเรียน หรือการให้เด็กได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ช่วยสร้างความมั่นใจและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน

จากนั้นครูควรติดตามต่อเนื่องผ่านโฮมรูมและการทำงานร่วมกับครอบครัว หากช่วยเหลือแล้วประมาณ 1 เดือนแต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ก็ควรส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแล

สิ่งสำคัญคือ เราไม่ควรรอให้เด็กก่อเหตุหรือมีปัญหารุนแรงเสียก่อนแล้วค่อยเข้าไปช่วย แต่ควรพยายามมองให้เห็นเด็กที่กำลังมีปัญหาตั้งแต่ต้น

เพราะเด็กที่แสดงพฤติกรรมรุนแรง ไม่ได้แปลว่าเขาเป็น “เด็กไม่ดี” เสมอไป แต่บางครั้งพฤติกรรมเหล่านั้นอาจเป็นสัญญาณว่าเด็กกำลังมีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ



สุดท้ายแล้ว การป้องกันความรุนแรงในโรงเรียนอาจไม่ใช่เรื่องของการติดกล้อง เพิ่ม รปภ. หรือตรวจค้นอย่างเข้มงวดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องกลับมาถามว่า โรงเรียนรู้จักเด็กของตัวเองมากแค่ไหน


แต่อาจสำคัญกว่า ถ้าเรารู้ว่าเด็กคนไหนกำลังถูกบูลลี่ เด็กคนไหนกำลังมีปัญหาที่บ้าน เด็กคนไหนกำลังเครียด หรือเด็กคนไหนกำลังรู้สึกโดดเดี่ยว

เพราะถ้าเรามองเห็นเด็กเหล่านี้ได้เร็วพอ และมีระบบพาเขาไปสู่การช่วยเหลือที่เหมาะสม ความรุนแรงหลายอย่างอาจไม่ต้องรอให้เกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยแก้

การทำให้ “ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน” กลับมาทำงานได้จริง จึงอาจเป็นหนึ่งในเกราะสำคัญที่สุดของโรงเรียนในการป้องกันความรุนแรงตั้งแต่ต้นทาง


บทความที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ดี ควรเป็นอย่างไร?
Others

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ดี ควรเป็นอย่างไร?

Nursing Home ที่ดีควรเป็นอย่างไร เพื่อให้บ้านพักผู้สูงอายุ 'ปลอดภัย ไม่ Toxic'

มงคลกร พุฒธะพันธ์21 views
สังคมเด็กเก่งที่แลกมาด้วยน้ำตา เจาะลึกวิกฤตวัยรุ่นจีน พึ่ง "ยาตามใบสั่งแพทย์" หนีการแข่งขันที่บดขยี้ (Neijuan)
Others

สังคมเด็กเก่งที่แลกมาด้วยน้ำตา เจาะลึกวิกฤตวัยรุ่นจีน พึ่ง "ยาตามใบสั่งแพทย์" หนีการแข่งขันที่บดขยี้ (Neijuan)

สังคมเด็กเก่งที่แลกมาด้วยน้ำตา เจาะลึกวิกฤตวัยรุ่นจีน พึ่ง "ยาตามใบสั่งแพทย์" หนีการแข่งขันที่บดขยี้ (Neijuan)

มงคลกร พุฒธะพันธ์8 views
แลคตาซอย เปิดแคมเปญ “HEART CARE SHARE” ชวนคนไทยเรียนรู้ทักษะช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน
Others

แลคตาซอย เปิดแคมเปญ “HEART CARE SHARE” ชวนคนไทยเรียนรู้ทักษะช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน

แลคตาซอย เปิดแคมเปญ “HEART CARE SHARE” ชวนคนไทยเรียนรู้ทักษะช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน

มงคลกร พุฒธะพันธ์21 views