
สังคมเด็กเก่งที่แลกมาด้วยน้ำตา เจาะลึกวิกฤตวัยรุ่นจีน พึ่ง "ยาตามใบสั่งแพทย์" หนีการแข่งขันที่บดขยี้ (Neijuan)
สังคมเด็กเก่งที่แลกมาด้วยน้ำตา เจาะลึกวิกฤตวัยรุ่นจีน พึ่ง "ยาตามใบสั่งแพทย์" หนีการแข่งขันที่บดขยี้ (Neijuan)
สังคมเด็กเก่งที่แลกมาด้วยน้ำตา เจาะลึกวิกฤตวัยรุ่นจีน พึ่ง "ยาตามใบสั่งแพทย์" หนีการแข่งขันที่บดขยี้ (Neijuan)
ภาพจำของนักเรียนจีนในสายตาชาวโลก คือเด็กที่ขยันขันแข็ง ท่องตำราวันละ 9-10 ชั่วโมง เพื่อเตรียมตัวสู้ศึก "เกาเข่า" (Gaokao) หรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่าหฤโหดที่สุดในโลก แต่ภายใต้ความสำเร็จทางวิชาการและระบบการศึกษาที่สร้างเด็กหัวกะทิ กลับมีด้านมืดที่กำลังกัดกินเยาวชนจีนอย่างเงียบๆ
เมื่อความกดดันพุ่งถึงขีดสุด วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยไม่ได้เลือกทางออกด้วยการลุกขึ้นสู้ แต่เลือกที่จะ "หนี" ผ่านการใช้ยาตามใบสั่งแพทย์แบบผิดวิธี เพื่อแสวงหาความเคลิบเคลิ้มมึนเมา (Pharmaceutical High) ให้ลืมโลกความเป็นจริงชั่วขณะ

(BBC - GETTY IMAGES)
จากยาแก้ไอ สู่ยาระงับประสาท ทางออกของคนไม่อยากเป็น "ขี้แพ้"
เสี่ยวเหม่ย (นามสมมติ) เด็กหญิงวัย 14 ปี จากห้องเรียนระดับหัวกะทิในมณฑลชายฝั่งของจีน คือหนึ่งในภาพสะท้อนของวิกฤตนี้ โรงเรียนของเธอใช้ระบบ "คัดออก" (Elimination System) หากเกรดตกเพียงนิดเดียว จะถูกเตะออกจากห้องเรียนเด็กเก่งทันที ความกลัวที่จะกลายเป็นคนล้มเหลว ทำให้เธอเริ่มหันหน้าเข้าหายา
จุดเริ่มต้นเล็กๆ มาจากการกินยาแก้ไอเกินขนาดเพื่อผ่อนคลายความเครียด ก่อนจะบานปลายไปสู่การลองยาชนิดอื่นที่รุนแรงขึ้น ทั้งยาบรรเทาอาการปวดประสาท ไปจนถึงยาระงับอาการชักจากโรคลมชัก บางครั้งเธอกินยามากถึง 10-50 เม็ดต่อครั้ง เพียงเพื่อสัมผัสอาการชาและภาพหลอนชั่วขณะ
เมื่อรู้สึกกดดันจากการเรียน ทำข้อสอบได้ไม่ดี หรือทะเลาะกับพ่อแม่ ฉันก็จะกินยาพวกนี้... ฉันกำลังหนีจากความเป็นจริง
เสี่ยวเหม่ยสารภาพ

(BBC - GETTY IMAGES)
Neijuan (การแข่งขันที่บดขยี้) และวัฒนธรรม "พ่อแม่ไก่"
คำถามคือ เด็กเหล่านี้แบกรับอะไรไว้บ้าง? หากเจาะลึกลงไปในบริบทสังคมจีนยุคปัจจุบัน จะพบกับคำศัพท์ฮิตอย่าง Neijuan (内卷 - เน่ยจ่วน) หรือ Involution ซึ่งหมายถึง "การแข่งขันที่บดขยี้กันเอง" ในสภาวะที่ทรัพยากรและโอกาสมีจำกัด ทุกคนต้องทำงานหนักขึ้น เรียนหนักขึ้น เพียงเพื่อให้อยู่รอดในจุดเดิม
เซียง เปียว นักสังคมวิทยาชาวจีน ชี้ให้เห็นว่ารากเหง้าของปัญหานี้มาจากการที่เด็กเจเนอเรชันนี้ (ผลผลิตจากอดีตนโยบายลูกคนเดียว) ต้องแบกรับความหวังทั้งหมดของครอบครัวเอาไว้ เกิดเป็นปรากฏการณ์ "Chicken Parents" หรือ "พ่อแม่ไก่" (Jiwa) ที่คอยจิกกัดเคี่ยวเข็ญให้ลูกเรียนพิเศษอย่างหนัก
สถิติจากปี 2019 ชี้ว่า เด็กจีนอายุต่ำกว่า 15 ปีถึง 60% ต้องเรียนกวดวิชาอย่างน้อย 1 แห่ง แม้รัฐบาลจีนจะพยายามออกกฎหมายแบนสถาบันกวดวิชาที่แสวงหากำไรเพื่อลดภาระเด็ก แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นการผลักให้การกวดวิชาลงไปอยู่ใต้ดิน และทำให้ค่าเรียนแพงขึ้นไปอีก พ่อแม่ยังคงวิตกกังวล และเด็กก็ยังคงต้องเรียนหนักเหมือนเดิม จนเกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) และซึมเศร้าในวงกว้าง

(BBC - GETTY IMAGES)
ตลาดมืดออนไลน์ ยาเสพติดราคา 33 บาทที่ส่งตรงถึงหน้าบ้าน
สิ่งที่น่าตกใจไม่แพ้แรงกดดัน คือ "ความง่าย" ในการเข้าถึงยาเหล่านี้ เนื่องจากจีนเป็นประเทศผู้ผลิตส่วนประกอบทางเภสัชกรรม (API) รายใหญ่ที่สุดของโลก ยาตามใบสั่งแพทย์จึงมีราคาถูกมาก ยา 50 เม็ดอาจมีราคาไม่ถึง 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 บาท)
ในห้องแชทออนไลน์ วัยรุ่นต่างตั้งกลุ่มแลกเปลี่ยนสูตรการกินยา แชร์วิธีปลอมแปลงใบสั่งยาของพ่อแม่ และแนะนำยาแปลกๆ อย่างยาผู้ป่วยพาร์กินสันเพื่อสร้างภาพหลอน แม้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะให้กรอกเลขบัตรประชาชนที่ระบุอายุ แต่การสั่งซื้อยากลับทำได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้วคลิก โดยไม่มีการตั้งคำถามจากผู้ขาย และกล่องยาจะถูกส่งตรงถึงหน้าประตูบ้านอย่างรวดเร็ว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ภาครัฐขยับตัว จัดระเบียบการศึกษา สกัดยาเสพติดออนไลน์
รัฐบาลจีนไม่ได้นิ่งนอนใจกับวิกฤตนี้ นอกจากจะเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างและควบคุมการขายยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททางออนไลน์อย่างเข้มงวดแล้ว ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2026 กระทรวงศึกษาธิการของจีนเพิ่งออกประกาศชุดใหญ่เพื่อ "ลดความกดดันทางวิชาการ" โดยสั่งห้ามโรงเรียนจัดการสอบบ่อยเกินความจำเป็น ห้ามสั่งการบ้านเยอะเกินไป และที่สำคัญคือ "ห้ามโรงเรียนลิดรอนเวลาพักเบรกของเด็ก" โดยเด็ดขาด
ทว่านั่นอาจยังไม่พอ เพราะรายงาน "สมุดปกน้ำเงินว่าด้วยสุขภาพจิตของจีน" (China's Mental Health Blue Book) เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า จีนมีผู้ป่วยภาวะซึมเศร้าเกือบ 95 ล้านคน และกว่า 30% ของจำนวนนี้คือเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ในขณะที่จีนมี "จิตแพทย์เด็ก" ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเพียงประมาณ 500 คนทั้งประเทศ และกระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่เท่านั้น

(BBC - GETTY IMAGES)
ยาถอนพิษที่ทรงพลังที่สุด คือ "การรับฟัง"
การไล่จับผู้ขายยาออนไลน์หรือการออกกฎกระทรวง อาจเป็นการแก้ปัญหาที่เชิงโครงสร้าง แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ยาถอนพิษที่ทรงพลังที่สุดไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลหรือรัฐสภา แต่อยู่ที่ "บ้าน"
จุดเปลี่ยนของเสี่ยวเหม่ยเกิดขึ้นเมื่อเธอกินยาเกินขนาดจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด แทนที่พ่อแม่จะด่าทอหรือลงโทษ พวกเขากลับใช้วิธีที่อ่อนโยน รับฟัง และแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเจ็บปวดแค่ไหนที่เห็นลูกตกอยู่ในสภาพนี้ การมีคนรับฟังและถามไถ่ความรู้สึกจริงๆ โดยไม่ต้องบอกให้ "อดทนและเข้มแข็งเข้าไว้" คือสิ่งที่ดึงเสี่ยวเหม่ยกลับมาจากขอบเหวได้สำเร็จ ปัจจุบันเธอเลิกยาเด็ดขาดและกลับมาทำคะแนนสอบได้ดีอีกครั้ง

(BBC - GETTY IMAGES)
ลู่ จิงฉาน ชายหนุ่มวัย 22 ปีที่เคยผ่านการใช้ยาเกินขนาดมาแล้วถึง 4 ครั้งเพื่อหนีจากโรคซึมเศร้า ก็ผันตัวมาเป็นกระบอกเสียงเตือนสติวัยรุ่นในโลกออนไลน์ว่า
ยาเสพติดผลักดันคุณไปสู่ขอบเหวแห่งความบ้าคลั่ง... ผมหวังว่าพวกคุณจะสามารถเผชิญหน้ากับชีวิตได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องพึ่งยาเพื่อระงับความรู้สึก ผมเชื่อว่าชีวิตของพวกคุณจะดีขึ้น และพบกับความสุขในที่สุด
วิกฤตวัยรุ่นจีนครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนภัยถึงสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันสูงทั่วโลก ว่าสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จทางวิชาการจะมีค่าอะไร หากต้องแลกมาด้วยจิตวิญญาณที่แหลกสลายของเด็กคนหนึ่ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ดี ควรเป็นอย่างไร?
Nursing Home ที่ดีควรเป็นอย่างไร เพื่อให้บ้านพักผู้สูงอายุ 'ปลอดภัย ไม่ Toxic'

แลคตาซอย เปิดแคมเปญ “HEART CARE SHARE” ชวนคนไทยเรียนรู้ทักษะช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน
แลคตาซอย เปิดแคมเปญ “HEART CARE SHARE” ชวนคนไทยเรียนรู้ทักษะช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน

ไขความลับ "อายุยืน" จากน้องหมา เบาะแสใหม่ในเลือดที่คล้ายกับคนเป๊ะ!
ไขความลับ "อายุยืน" จากน้องหมา เบาะแสใหม่ในเลือดที่คล้ายกับคนเป๊ะ!


